เราจะรอดจากแรงบีบนี้ได้อย่างไร? IMF เตือนโลกเจอ 3 เด้ง “AI-พลังงานแพง-หนี้พุ่ง”
IMF เตือนโลกเจอ 3 เด้ง “AI-พลังงานแพง-หนี้พุ่ง” ซ้ำเติมเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำ แล้วเราจะรอดจากแรงบีบนี้ได้อย่างไร?
เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจาก 3 ปัจจัยสำคัญที่กำลังเข้ามาพร้อมกัน ทั้งการขยายตัวอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และภาระหนี้สาธารณะที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์
โดยทั้ง 3 ประเด็นจะเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการประชุมประจำปี IMF–World Bank ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569
คริสตินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ระบุว่า เศรษฐกิจโลกกำลังถูกดึงไปใน 2 ทิศทางที่ตรงกันข้ามกัน
ด้านหนึ่ง คือ เผชิญกับ “ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น” ขณะที่อีกด้านได้รับแรงหนุนจาก "การเติบโตที่รวดเร็วจาก AI " โดยผลกระทบจากแรงขับเคลื่อนทั้งสองแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเทศและภูมิภาค
ในรายงาน World Economic Outlook ของ IMF สะท้อนว่า เศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัวต่อเนื่อง แต่ยังมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างแต่ละประเทศ
โดยประเทศที่ได้รับผลกระทบต่อการเติบโตมากที่สุดในปีนี้ คือ
- ประเทศที่ได้รับความเสียหายจากภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงเกิดขึ้น โดยผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสูญเสียชีวิตและความเสียหายต่อประชาชน แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกด้วย
- ประเทศที่ได้รับผลกระทบต่อการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและมีพื้นที่ทางนโยบายการเงินการคลังที่ไม่เพียงพอที่จะรองรับความท้าทาย
ขณะที่บางประเทศมีแนวโน้มการเติบโตปรับตัวดีขึ้น โดยมีปัจจัยสำคัญที่กำลังเข้ามามีบทบาทต่อเศรษฐกิจโลกคือ AI
AI ดันลงทุนทั่วโลก แต่เสี่ยงขยายความเหลื่อมล้ำ
AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก และกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กำหนดความได้เปรียบทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ การลงทุนด้าน AI เมื่อเทียบกับ GDP โลกมีแนวโน้มสูงกว่าเงินลงทุนที่เคยใช้สร้างทางรถไฟ ระบบโครงข่ายไฟฟ้า หรือเครือข่ายโทรคมนาคม
IMF ประเมินว่า ฮาร์ดแวร์ AI และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 10 ของการค้าสินค้าทั่วโลก และสัดส่วนดังกล่าวกำลังเพิ่มขึ้น
การขยายตัวของการค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI สะท้อนให้เห็นถึงการลงทุนที่เติบโต โดยสหรัฐฯ จีน และอินเดีย เป็นผู้นำเข้าฮาร์ดแวร์ AI และกำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้ให้บริการ AI รายสำคัญ ขณะที่ประเทศในเอเชีย กำลังเป็นฐานการผลิตชิปหน่วยความจำ ไปจนถึงหุ่นยนต์แต่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจาก AI กลับยังไม่ครอบคลุมประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก จึงทำให้เกิดความเสี่ยงว่า ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศจะขยายกว้างขึ้น
AI ทำโลกต้องการพลังงานพุ่งยิ่งดันต้นทุน
อีกด้านหนึ่ง การขยายตัวของ AI กำลังเพิ่มความต้องการพลังงาน ซึ่งทำให้ต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง แรงกดดันไม่ได้จำกัดเฉพาะราคาพลังงาน แต่ยังครอบคลุมต้นทุนทางอุตสาหกรรมอื่น ๆ ทั้งราคาปุ๋ย อาหาร และปัจจัยการผลิตที่สำคัญ
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ความมั่นคงทางอาหารกำลังเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงในปีนี้ ซึ่งกดดันให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นและส่งผลต่อการเติบโตขณะที่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความเสี่ยงและต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์
พลังงานแพง! ลามเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย บอนด์ยีลด์
แรงกดดันจากราคาพลังงานไม่ได้จบลงที่ต้นทุนสินค้าและบริการ แต่ยังส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล
โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ เยอรมนี และญี่ปุ่น อยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007, 2009 และ 1996 ตามลำดับ หลังจากปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
หนี้สาธารณะทั่วโลกจ่อทะลุ 100% ของ GDP
อีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญที่ IMF จับตาคือการขาดดุลการคลังที่มากเกินไป ซึ่งทำให้ระดับหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ต้นทุนการชำระหนี้ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
โดยหนี้สาธารณะทั่วโลกกำลังเข้าใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง และมีแนวโน้มว่าจะเกิน 100% ของ GDP ในไม่ช้า ซึ่งประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วเป็นกลุ่มที่เผชิญปัญหามากที่สุด เนื่องจากมีภาระหนี้ขั้นต้นอยู่ในระดับสูง ขณะที่อัตราส่วนหนี้ต่อ GDP โดยทั่วไปอยู่ในระดับต่ำกว่าในตลาดเกิดใหม่
อย่างไรก็ตาม ตลาดเกิดใหม่และประเทศรายได้ต่ำยังมีข้อจำกัดด้านความสามารถในการชำระหนี้เมื่อเทียบกับประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว
AI กระทบตลาดพันธบัตร 2 ทาง
นอกจากนี้ AI ยังเข้ามาเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ด้านหนี้และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรใน 2 ทาง
ทางแรก การออกพันธบัตรภาคเอกชนระยะยาวที่เพิ่มขึ้นกำลังแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงเงินออม
ทางที่สอง การเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลบางส่วนอาจสะท้อนถึงการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตเร็วขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังว่าการเติบโตที่สูงขึ้นจะช่วยแก้ปัญหาการคลัง อาจนำไปสู่ความชะล่าใจด้านนโยบายการเงิน หรือ ดอกเบี้ย โดยตลอด 17 ปีที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยอยู่ต่ำกว่าอัตราการเติบโตของ GDP
นักเศรษฐศาสตร์เรียกความสัมพันธ์ดังกล่าวว่า “ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยกับการเติบโต” ซึ่งในปัจจุบันมีความเอื้ออำนวยน้อยกว่าหลายปีที่ผ่านมาอย่างมาก และมีแนวโน้มจะเป็นไปในลักษณะนี้
IMF เรียกร้องเร่งใช้นโยบายรับมือแรงกดดัน
อย่างไรก็ตาม แรงกดดันที่เกิดขึ้นพร้อมกันทำให้ IMF มองว่า จำเป็นต้องมีชุดมาตรการด้านนโยบายที่เร่งด่วนและครอบคลุม
ในด้านนโยบายการเงิน หลายประเทศเผชิญปัญหาเงินเฟ้อที่สูงกว่าเป้าหมายมาเป็นเวลานาน ท่ามกลาง AI ที่กำลังเฟื่องฟู แรงกระแทกด้านพลังงานและอาหาร ภาษีศุลกากร การใช้จ่ายด้านกลาโหม และหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ล้วนสามารถสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อได้
IMF จึงมองว่า ขณะนี้อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับท่าทีด้านนโยบายการเงินที่เข้มงวดอย่างในหลายประเทศ และเห็นว่าเป็นเรื่องเหมาะสมที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) อียู (ECB) และธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น (BOJ) ต่างปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและส่งสัญญาณจะขึ้นต่อ
ด้านเสถียรภาพทางการเงิน IMF เตือนถึงการกระจุกตัวทางเศรษฐกิจและการเงินที่เพิ่มขึ้นใน AI โดยอ้างถึงกฎของ Amara ซึ่งระบุว่า เรามักประเมินเทคโนโลยีใหม่สูงเกินไปในระยะสั้น และประเมินต่ำเกินไปในระยะยาว
ช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างการก่อสร้าง AI ที่กำลังเฟื่องฟูในปัจจุบันกับการมาถึงของประโยชน์จาก AI ในอนาคต จึงอาจเป็นช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูงสุด
ประเทศหนี้สูงต้องเร่ง “ปรับฐานการคลัง”
ในด้านนโยบายการคลัง ซึ่งเป็นจุดที่แรงกดดันทั้งหมดมาบรรจบกัน อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นกำลังทำให้ภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ขณะที่ข้อจำกัดด้านงบประมาณมีมากขึ้น และรัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายที่ต้องแข่งขันกัน รวมถึงการใช้จ่ายด้านความมั่นคง
อย่างไรก็ตาม ยังไม่เห็นการดำเนินการที่เด็ดขาดในประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วที่มีหนี้สูง โดย IMF มองว่าสิ่งที่จำเป็นในขณะนี้คือแผนการปรับฐานการคลังในระยะกลางที่น่าเชื่อถือ และในบางกรณีควรมีมาตรการด้านการคลังล่วงหน้า เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อนโยบายการเงิน
สำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่ จำเป็นต้องรับมือทั้งต้นทุนการระดมทุนที่สูงขึ้นจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรมาตรฐาน ส่วนต่างความเสี่ยงที่กว้างขึ้น และกระแสเงินทุนที่ผันผวนมากขึ้น ขณะเดียวกันควรพยายามขยายพื้นที่ทางการคลังและเพิ่มกันชนเงินตราต่างประเทศ
ส่วนประเทศรายได้ต่ำ ซึ่งเผชิญข้อจำกัดด้านการเงิน อัตราส่วนดอกเบี้ยต่อรายได้ที่สูง ฐานภาษีขนาดเล็ก และกระแสเงินช่วยเหลือที่ลดลง อาจถูกบีบให้ต้องลดการใช้จ่ายด้านการพัฒนาที่มีความจำเป็นอย่างมาก
IMF ชี้ 3 แนวทางฟื้นฐานะการคลัง
IMF ระบุว่า การดำเนินนโยบายที่จำเป็นไม่สามารถเลื่อนออกไปได้อีก โดยผู้กำหนดนโยบายมีเครื่องมืออยู่แล้ว และสิ่งสำคัญคือการใช้เครื่องมือเหล่านั้นอย่างเหมาะสม
การปรับฐานการคลังจะเป็นงานที่หนัก หลังจากเศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกระแทกต่อเนื่องหลายครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งนโยบายการคลังต้องเข้ามาช่วยบรรเทาผลกระทบ ขณะที่ประชาชนคุ้นเคยกับรัฐสวัสดิการ ดังนั้นเพื่อให้การปรับฐานการคลังประสบความสำเร็จ ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องดำเนินการ 3 เรื่อง ได้แก่
- อธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่าเหตุใดจึงจำเป็นต้องปรับฐานการคลัง
- จัดทำแผนที่งบประมาณที่รัดกุมพร้อมมุ่งเน้นดูแลกลุ่มเปราะบางที่สุด
- ดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป
ลดกฎระเบียบ ปลดล็อกผู้ประกอบการ รับมือโลกที่เปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ IMF เรียกร้องให้หน่วยงานต่าง ๆ ทั่วโลกลดกฎระเบียบที่ยุ่งยาก กำจัดกฎเกณฑ์ล้าสมัยที่สะสมมานาน เพื่อเอื้ออำนวยต่อผู้ประกอบการและนักลงทุน
งานวิจัยของ IMF ชี้ว่า หากดำเนินการอย่างถูกต้อง AI อาจช่วยเพิ่มการเติบโตของโลกได้มากถึง 0.5 % ต่อปีในระยะยาว
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าการคว้าโอกาสจาก AI จำเป็นต้องมีความพร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตลาดแรงงาน และกรอบกำกับดูแล เพื่อทั้งให้เกิดผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และจำกัดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อตลาดแรงงาน ความเสี่ยงทางไซเบอร์ ไปจนถึงความเสี่ยงอื่นๆ ที่เกินกว่ามนุษย์ควบคุม
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB